สวัสดีกุมภาพันธ์ เดือนที่แสงแห่งความรักสาดส่อง ความอบอุ่นห้อมล้อม อบอวลและแทรกซึมในมวลอณูอากาศ ช่างแตกต่างจากภายในหัวใจที่เย็นเยียบ เหน็บหนาว ย้อนนึกระลึกถึงกุมภาพันธ์ในปีที่ผ่านๆมา ช่างลางเลือนเหมือนทำร่วงหล่นหาย เหมือนล่องลอยปลิวไปตามกระแสลมพัดพา ไม่แน่ใจว่ามันหายไปโดยความตั้งใจหรือไม่.....
เปิดลิ้นชักความทรงจำ มือไม้แกว่งกวัดควานหา กรอบรูปสีสวยสดดีไซค์เก๋ไก๋,อัลบั้มรูป,สมุดบันทึก,ตุ๊กตุ่นต๊กตา ไม่มีสิ่งใดทั้งสิ้นที่จะสามารถวาดภาพจำแห่งเดือนกุมภาพันธ์ให้ชัดขึ้นมา
อืมมม...แค่ควานหาคงไม่เพียงพอ เปิดลิ้นชักใหม่มุดลงไปทั้งตัว หมุน 360 องศาทั้งมองทั้งคลำ ซ้าย ขวา หน้า หลังทุกซอกหลืบมุม อ๊ะ!!!นั่น...น่าสนใจทีเดียว กุหลาบกุหลาบสีเคยแดงแห้งกรอบเพียงดอกเดียวดอกนั้น ห้อยแขวนต่องแต่งสะกิดใจให้ชวนนึก ภาพจำเริ่มมีสีสันขึ้นบางส่วนแม้เพียงเล็กน้อย ความรู้สึกนึกคิดก้าวล่วงล้ำหลุดเลื่อนหมุนวนเข้าสู่กระแสแห่งความทรงจำอันบิดเบี้ยวผิดเพี้ยน.......
ช่วงเช้ามืดที่หมอกลงหนาทึบผิดปกติ ขาซ้ายกับขาขวาแก่งแย่ง ช่วงชิงที่จะขึ้นนำสลับกันไปมา เป็นเช่นนั้นจนกระทั่งความเมื่อยล้า ความเหน็ดเหนื่อยเข้ามาเยี่ยมเยือน หมอกเริ่มเคลื่อนย้ายจางหายแทนที่ด้วยแสงแดดรำไรในยามเช้า แน่นอนว่าซ้ายและขวายังคงช่วงชิงผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้นำเช่นเดิม แต่ตอนนี้รูสึกได้เป็นอย่างดีว่าเข้าสู่ช่วงการแข่งความทรหดกันแล้ว เฮ้ออ...ช่างเรื่องขาซ้ายและขาขวามันเถอะ ใครจะสนกันล่ะว่าใครจะชนะ เพราะผมมัวแต่ไปสนใจพวกมันนี่แหละ ทำให้ผมเพิ่งรู้สึกตัวว่าบัดนี้บรยากาศรอบข้างของผมได้เปลี่ยนไป ผมเข้ามาอยู่ในแดนดินที่น่าพิศวงเสียแล้ว เมียงมองรอบข้าง เอ....เหมือนมีผมเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยว ผู้คนที่เดินสวนผ่านทางล้วนเดินจูงมือมาเป็นคู่ ฝูงนกที่บินผ่านถ้าเพ่งมองดูดีๆแล้วก็บินกันเป็นคู่ สุนัขที่วิ่งเฉียดนำหน้าผมขึ้นไป 2ตัว วิ่งหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานเท่าที่ผมสัมผัสได้น่ะนะ ต้นไม้2ต้นข้างทางโน้มเอนเข้าหากันอย่างแปลกปละหลาด ใบหญ้า2ใบม้วนเกลียวรวมเป็นใบเดียวกัน นั่น...ผมมองขนาดนั้นนั่นแหละ ผมรีบเดินจ้ำ...เฮ้ย มันเกิดอะไรขึ้นกับโลกมนุษย์ฟระเนี่ย
ระหว่างทาง มองเห็นและย่ำผ่านแผงขายดอกไม้เหยียดยาว แต่ล่ะแผงก็มีคนขายชายหญิง 2คนนั่งขายนั่งคุยอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส ผมมองอย่างงุนงง พอแม่ค้าพ่อขายมองและยิ้มมา ผมก็ยิ้มตอบอย่างเก้อๆเขินๆส่วนภายในใจอย่างจะถามเหลือเกินว่าพวกคุณรู้ไหมนี่ว่าที่นี่ที่ไหน ผมหลุดเข้ามาได้อย่างไรเนี่ย แต่ก็ต้องเก็บงำคำพูดคำจาไว้ก่อนประเดี๋ยวเกิดเป็นเราที่ผิดแผก แปลกประหลาดขึ้นมาจริงๆล่ะก็...อึ๋ยยย!!ไม่อยากคิดเล้ยยย
ผมรีบจ้ำต่อไปหมายให้กลับถึงบ้านโดยเร็วเผื่อเรื่องแปลกประหลาดนี้จะกระจ่างชัด ระหว่างเดินผมก็ยังคงเหลือบมองข้างทางเป็นระยะจนมาสะดุดตากับดอกกุหลาบสีแดงดอกหนึ่งผมมองมัน และก็เหมือนมันจะแย้มยิ้มให้ผม เพียงชั่ววินาทีนั้นแหละเสียงประสานของคนขาย 2คนก็ดังขึ้น
"ซื้อไปซิหนู...มันชอบหนูนะ"
"เอ่อ...ไม่ล่ะครับ ผมไม่รู้จะซื้อให้ใคร..."ผมตอบไปด้วยคำตอบที่แสนคุ้นเคย
"ไม่จริงหรอกหนู....ในโลกนี้ไม่มีใครไม่มีคู่หรอก"
โอ้วๆๆ....ช่างเป็นคำพูดที่เสียดแทง ทำเอาจุก สำลักและอีกหลายๆอาการที่ไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้สะดวกปากนัก
อย่างไรก็ตาม...พอฉุกคิดถึงเหตุการณ์ประหลาดๆในช่วงเช้า ทำให้ผมคิดว่าควรจะทำตัวแนบเนียนให้เข้ากับสถาณการณ์ เนื่องจากตัวผมเองก็ยังไม่รู้ว่า ณ ที่แห่งนี้มันคือที่ไหนกันแน่ ผมควักเงิน คว้ากุหลาบ และเดินจากไป.......
นึกมาถึงตรงนี้ แทบไม่อยากนึกต่อ เฮ้อออ....เห็นกุหลาบตอนแรกก็นึกว่าใครกันน้ออมอบให้เรา ดันซื้อมาเอง เก็บไว้เองหรือเนี่ย สงสัยต้องลงไปรื้อค้นลิ้นชักใหม่อีกครั้ง คราวนี้มันต้องเป็นของที่มีผู้อื่นให้เรามาแน่ๆ
อ้อ!!...เผื่อจะสงสัย ว่าผมหลุดจากสถานที่แปลกประหลาดนั้นเช่นใด ก็ไม่มีอะไรยุ่งยากมากหรอกครับ กลับถึงบ้านพบปะ เจอะเจอกับเพื่อนๆคนคุ้นเคย เอ่ยปากถาม รับคำตอบ
"ก็นี่มัน 14 กุมภาพันธ์ เฟร้ย...ไอ้งั่ง"
เท่านั้นแหละ หลุดจากภวังค์ โลกกระจ่างชัดขึ้นทันที.
edit @ 7 Feb 2008 17:52:33 by mokurosuke
edit @ 8 Feb 2008 15:47:47 by mokurosuke
edit @ 9 Feb 2008 15:49:24 by mokurosuke
edit @ 12 Feb 2008 18:35:58 by mokurosuke
edit @ 13 Feb 2008 10:10:39 by mokurosuke