Before sunrise

posted on 11 Apr 2008 09:52 by mokurosuke

   เมื่อวาน วันที่สุดแสนธรรมดาอีกหนึ่งวัน แน่นอนว่า ไม่มีอะไรแปลกใหม่ สำหรับหลากหลายสิ่งรอบตัว เพียงแค่....ที่แตกต่างออกไปก็คือ ตัวผมเองแหละ ซึ่งตามปกติแล้วเลิกงานก็จะขี่รถแมงกะไซค์-กินข้าว-ถึงบ้าน-ทำงาน-นอน ปกติแสนปกติ ไม่คิดอะไร ไม่มองอะไร ไม่สังเกตอะไรซักเท่าไหร่ 
   แต่เมื่อวานตอนเย็น ระหว่างทางที่ขี่รถกลับบ้าน ผมก็มองทางมองถนนไปตามปกติหนะหล่ะ แต่ดันไปติดใจการข้ามถนนของเจ้าตัว 100 ขา(โดยประมาณกระมัง)เข้า 1ตัว/2ตัว/3ตัว/4ตัว....นั่นคือจำนวนที่พบเห็นระหว่างทางขี่รถไปกินข้าว มันข้ามถนนไปทางเดียวกันจนอดคิดไม่ได้ว่า นี่มันนัดกันรึเปล่านะ และมันจะเจอกันไหมในจุดที่มันหยุดเดิน กินไป ก็คิดไป เพราะเจ้า 100ขจา3-4ตัวนั่นทำให้ผม แทรกกิจกรรมด้วยการไปเดินเล่นชายทะเลหลังจากกินเสร็จ เปิดเพลงจากมือถือ เดินไปจนสุดชายหาด แล้วเดินกลับ เก็บขยะจากหาดทรายมาทิ้ง 2-3ชิ้น อยากทำมากกว่านั้น แต่ก็ไม่ได้เตรียมพร้อมมาเพื่อเก็บขยะน่ะนะ กลับถึงบ้าน ไม่ทำงาน แต่นอนดูหนังแทน แล้วก็ติดใจในอาชีพ รับปะ/ซ่อม ชามใน road home ของ จางอี้โหม่ว สิ่งเล็กน้อยที่แสนยิ่งใหญ่ ส่วนเรื่องความรักของตัวเอกนั้นแน่นอนว่าตราตรึงใจอยู่แล้ว หลังจากความซาบซึ้งยังเคลือบฉาบหัวใจอยู่ก็เลยหยิบหนัง อีกหนึ่งเรื่องมาดู Before sun rise การพบปะเจอะเจอของมนุษย์ที่ไม่เพียงแค่พิเศษ แต่สุดแสนมหัศจรรย์เสียมากกว่า บทสนทนาที่น่าประทับใจหลายบท
"การต้องเลิกคบกับใครซักคนหนึ่ง เจ็บปวดก็ช่วงเวลาที่ เรารับรู้ได้ว่าเรา คิดถึงเขาน้อยลง  และเจ็บปวดยิ่งกว่าที่รู้ว่า เขาก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน"
นี่คือหนึ่งในบทสนทนาที่กระทบใจ ณ ตอนนี้
   อย่างไรก็ตามค่ำคืนนี้ก็เป็นหนึ่งค่ำคืนที่ผมอิ่มเอมมากเป็นพิเศษก่อนนอน

  ปล.สุดท้ายก็คงต้องขอบคุณ พวกคุณ100ขาทั้งหลายที่เหมือนจะเนรมิตค่ำคืนเช่นนี้ให้กับข้าพเจ้า และคืนพรุ่งนี้ผมก็คงต้อง หยิบ Before sunset ขึ้นมาดูต่อเป็นแน่ ถึงแม้ผมจะไม่พบเจอพวกคุณ 100ขา ทั้งหลายก็ตาม

   ในวันที่สายลมแรกของฤดูรักเริ่มโชยพัด  หอบหิ้วละอองความรักจากดินแดนไม่ทราบชื่อ พัดนำพาผ่านช่องเขา แสงแดด แมกไม้ สายหมอก  ลอดช่องหน้าต่าง มุดบานประตูแล้วเลยผ่านออกไปทางประตูหลัง  ทิ้งไว้เพียงละอองความรักที่ฝังตัวลงในแจกันว่างเปล่าบนโต๊ะอาหาร

...เพียงเท่านั้น  เพียงเท่านั้น

   สายลมพัดผ่านอีกไม่กี่เพลา  ละอองความรักได้เติบโตและเบ่งบาน  ไม่อาจมองเห็น สัมผัสไม่ได้  แต่ถึงกระนั้นก็ยังสามารถรู้สึกได้เพียงเปิดใจรับรู้มัน  ในแจกันที่ดูเหมือนจะว่างเปล่า  มีบางสิ่งเติบโตอยู่ในนั้น

   ช่วงเวลาที่ความรักยังคงอยู่  ทุกๆสิ่งในห้องที่เคยว่างเปล่าช่างน่าอภิรมณ์  ห้องที่เคยเย็นเยียบเหน็บหนาวพลันอบอุ่น  โต๊ะ,เก้าอี้ ดูมีชีวิตชีวาทั้งๆที่ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เคลื่อนย้าย อาหารเดิมๆที่ทานประจำทุกวันก็เหมือนมีกุ๊กจากภัตตาคารมาทำให้  ไม่ว่าจะหันมองไปทางไหนก็เหมือนจะเห็นแต่สิ่งที่อยากมองเท่านั้น  ทุกๆอย่างช่างดูดี ดีมากๆ มากเสียจนต้องการหน่วงเหนี่ยว ฉุด ดึง รั้ง ให้ความรัก อยู่ ณ ตรงนี้ตลอดไป  พลันเกิดความคิดเพียงชั่วแล่น  สายลมก็ดูเหมือนนำพาคำตอบมากระซิบข้างหู

"อย่าแม้เพียงคิด  ความรักที่แปดเปื้อน ไร้ซึ่งความบริสุทธิ์แล้วนั้น  จะถูกสายลมสุดท้ายของฤดูพัดพาจากไปอย่างไม่มีข้อแม้อื่นใด"

   เมื่อสายลมสุดท้ายของฤดูรักพัดผ่าน แน่นอนว่ามันได้หอบหิ้วเอาความรักในแจกันจากไปแล้ว  ได้แต่เพียงเหม่อมองตามสายลม และทำใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่แสนธรรมดาสามัญ ไม่มีสิ่งใดจะคงอยู่ตราบกาลนิรันดร์

   เสียใจที่ความรักได้จากไป  แต่ก็ไม่เสียดายสำหรับความสุขที่มีขึ้นในช่วงที่สิ่งนั้นยังคงอยู่  แม้เพียงชั่วครู่  แม้เพียงเศษเสี้ยวของเข็มวินาทีเคลื่อนที่ก็ตาม ขอบคุณที่แวะมาทักทายกันบ้าง  ไม่อาจรู้ได้ว่าสายลมระลอกแรกของฤดูรักครั้งต่อไป จะเริ่มโชยพัดเมื่อใด?  ได้แต่หวังว่าคงไม่นานเกินไปนัก  และก็หวังอีกว่าฤดูรักครั้งต่อไปคงอยู่ยืดยาวนานมากกว่าครั้งที่เพิ่งผ่านพ้นไป 

edit @ 20 Feb 2008 10:15:00 by mokurosuke

     สวัสดีกุมภาพันธ์ เดือนที่แสงแห่งความรักสาดส่อง  ความอบอุ่นห้อมล้อม อบอวลและแทรกซึมในมวลอณูอากาศ  ช่างแตกต่างจากภายในหัวใจที่เย็นเยียบ เหน็บหนาว  ย้อนนึกระลึกถึงกุมภาพันธ์ในปีที่ผ่านๆมา ช่างลางเลือนเหมือนทำร่วงหล่นหาย  เหมือนล่องลอยปลิวไปตามกระแสลมพัดพา  ไม่แน่ใจว่ามันหายไปโดยความตั้งใจหรือไม่.....

     เปิดลิ้นชักความทรงจำ  มือไม้แกว่งกวัดควานหา  กรอบรูปสีสวยสดดีไซค์เก๋ไก๋,อัลบั้มรูป,สมุดบันทึก,ตุ๊กตุ่นต๊กตา  ไม่มีสิ่งใดทั้งสิ้นที่จะสามารถวาดภาพจำแห่งเดือนกุมภาพันธ์ให้ชัดขึ้นมา

     อืมมม...แค่ควานหาคงไม่เพียงพอ  เปิดลิ้นชักใหม่มุดลงไปทั้งตัว  หมุน 360 องศาทั้งมองทั้งคลำ ซ้าย ขวา หน้า หลังทุกซอกหลืบมุม  อ๊ะ!!!นั่น...น่าสนใจทีเดียว  กุหลาบกุหลาบสีเคยแดงแห้งกรอบเพียงดอกเดียวดอกนั้น  ห้อยแขวนต่องแต่งสะกิดใจให้ชวนนึก ภาพจำเริ่มมีสีสันขึ้นบางส่วนแม้เพียงเล็กน้อย  ความรู้สึกนึกคิดก้าวล่วงล้ำหลุดเลื่อนหมุนวนเข้าสู่กระแสแห่งความทรงจำอันบิดเบี้ยวผิดเพี้ยน.......

     ช่วงเช้ามืดที่หมอกลงหนาทึบผิดปกติ  ขาซ้ายกับขาขวาแก่งแย่ง ช่วงชิงที่จะขึ้นนำสลับกันไปมา  เป็นเช่นนั้นจนกระทั่งความเมื่อยล้า  ความเหน็ดเหนื่อยเข้ามาเยี่ยมเยือน  หมอกเริ่มเคลื่อนย้ายจางหายแทนที่ด้วยแสงแดดรำไรในยามเช้า  แน่นอนว่าซ้ายและขวายังคงช่วงชิงผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้นำเช่นเดิม  แต่ตอนนี้รูสึกได้เป็นอย่างดีว่าเข้าสู่ช่วงการแข่งความทรหดกันแล้ว  เฮ้ออ...ช่างเรื่องขาซ้ายและขาขวามันเถอะ  ใครจะสนกันล่ะว่าใครจะชนะ  เพราะผมมัวแต่ไปสนใจพวกมันนี่แหละ ทำให้ผมเพิ่งรู้สึกตัวว่าบัดนี้บรยากาศรอบข้างของผมได้เปลี่ยนไป  ผมเข้ามาอยู่ในแดนดินที่น่าพิศวงเสียแล้ว  เมียงมองรอบข้าง  เอ....เหมือนมีผมเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยว  ผู้คนที่เดินสวนผ่านทางล้วนเดินจูงมือมาเป็นคู่  ฝูงนกที่บินผ่านถ้าเพ่งมองดูดีๆแล้วก็บินกันเป็นคู่  สุนัขที่วิ่งเฉียดนำหน้าผมขึ้นไป 2ตัว วิ่งหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานเท่าที่ผมสัมผัสได้น่ะนะ  ต้นไม้2ต้นข้างทางโน้มเอนเข้าหากันอย่างแปลกปละหลาด  ใบหญ้า2ใบม้วนเกลียวรวมเป็นใบเดียวกัน  นั่น...ผมมองขนาดนั้นนั่นแหละ  ผมรีบเดินจ้ำ...เฮ้ย  มันเกิดอะไรขึ้นกับโลกมนุษย์ฟระเนี่ย 

     ระหว่างทาง  มองเห็นและย่ำผ่านแผงขายดอกไม้เหยียดยาว  แต่ล่ะแผงก็มีคนขายชายหญิง 2คนนั่งขายนั่งคุยอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส  ผมมองอย่างงุนงง  พอแม่ค้าพ่อขายมองและยิ้มมา  ผมก็ยิ้มตอบอย่างเก้อๆเขินๆส่วนภายในใจอย่างจะถามเหลือเกินว่าพวกคุณรู้ไหมนี่ว่าที่นี่ที่ไหน  ผมหลุดเข้ามาได้อย่างไรเนี่ย  แต่ก็ต้องเก็บงำคำพูดคำจาไว้ก่อนประเดี๋ยวเกิดเป็นเราที่ผิดแผก แปลกประหลาดขึ้นมาจริงๆล่ะก็...อึ๋ยยย!!ไม่อยากคิดเล้ยยย

     ผมรีบจ้ำต่อไปหมายให้กลับถึงบ้านโดยเร็วเผื่อเรื่องแปลกประหลาดนี้จะกระจ่างชัด  ระหว่างเดินผมก็ยังคงเหลือบมองข้างทางเป็นระยะจนมาสะดุดตากับดอกกุหลาบสีแดงดอกหนึ่งผมมองมัน  และก็เหมือนมันจะแย้มยิ้มให้ผม  เพียงชั่ววินาทีนั้นแหละเสียงประสานของคนขาย 2คนก็ดังขึ้น

"ซื้อไปซิหนู...มันชอบหนูนะ"

"เอ่อ...ไม่ล่ะครับ  ผมไม่รู้จะซื้อให้ใคร..."ผมตอบไปด้วยคำตอบที่แสนคุ้นเคย  

"ไม่จริงหรอกหนู....ในโลกนี้ไม่มีใครไม่มีคู่หรอก"

โอ้วๆๆ....ช่างเป็นคำพูดที่เสียดแทง  ทำเอาจุก  สำลักและอีกหลายๆอาการที่ไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้สะดวกปากนัก  

     อย่างไรก็ตาม...พอฉุกคิดถึงเหตุการณ์ประหลาดๆในช่วงเช้า  ทำให้ผมคิดว่าควรจะทำตัวแนบเนียนให้เข้ากับสถาณการณ์  เนื่องจากตัวผมเองก็ยังไม่รู้ว่า ณ ที่แห่งนี้มันคือที่ไหนกันแน่  ผมควักเงิน  คว้ากุหลาบ  และเดินจากไป.......

     นึกมาถึงตรงนี้   แทบไม่อยากนึกต่อ  เฮ้อออ....เห็นกุหลาบตอนแรกก็นึกว่าใครกันน้ออมอบให้เรา  ดันซื้อมาเอง  เก็บไว้เองหรือเนี่ย  สงสัยต้องลงไปรื้อค้นลิ้นชักใหม่อีกครั้ง  คราวนี้มันต้องเป็นของที่มีผู้อื่นให้เรามาแน่ๆ

     อ้อ!!...เผื่อจะสงสัย  ว่าผมหลุดจากสถานที่แปลกประหลาดนั้นเช่นใด  ก็ไม่มีอะไรยุ่งยากมากหรอกครับ  กลับถึงบ้านพบปะ  เจอะเจอกับเพื่อนๆคนคุ้นเคย  เอ่ยปากถาม  รับคำตอบ

"ก็นี่มัน 14 กุมภาพันธ์ เฟร้ย...ไอ้งั่ง"

เท่านั้นแหละ  หลุดจากภวังค์  โลกกระจ่างชัดขึ้นทันที.

edit @ 7 Feb 2008 17:52:33 by mokurosuke

edit @ 8 Feb 2008 15:47:47 by mokurosuke

edit @ 9 Feb 2008 15:49:24 by mokurosuke

edit @ 12 Feb 2008 18:35:58 by mokurosuke

edit @ 13 Feb 2008 10:10:39 by mokurosuke